วิธีเลือก ‘หลอดไฟ’ ให้เหมาะกับ 6 ห้องในบ้าน

วิธีเลือก ‘หลอดไฟ’ ให้เหมาะกับ 6 ห้องในบ้าน

หลอดไฟในปัจจุบันนี้นั้นมีมากมายหลายรูปแบบ เช่น หลอดไฟในรูปแบบโคมไฟ หรือโคมไฟระย้า เป็นต้น ซึ่งไฟแต่ละแบบนั้นก็จะมีความเหมาะสมที่ต่างกัน ทั้งนี้ โทนสีของไฟนั้นก็มีความเหมาะสมเช่นกัน แต่ก่อนที่เราจะไปดูว่าไฟแบบไหน หรือโทนสีไหนควรใช้กับห้องแบบใด เรามารู้ประวัติของหลอดไฟกันก่อนดีกว่า

ที่มาของหลอดไฟ

หลอดไฟ ที่มา
ที่มาของหลอดไฟ

หลอดไฟแบบ Incandescent  หรือหลอดไส้ นั้นมีมาตั้งแต่ช่วงประมาณปี 1920-1940 ซึ่งหลอดไฟแบบ Incandescent นั้นส่วนใหญ่ทำมาจากทำจากทังเสตน จะให้ความร้อนสูงมาก 100-400 องศา และจะใช้พลังงานมาก แต่ให้ประสิทธิภาพ การส่องแสงต่ำเพียงแค่ 10-15 lm/W ซึ่งปัจจุบันในบ้านเรายังใช้หลอดไฟแบบนี้กันอยู่  ในขณะที่หลายประเทศนั้นได้ออกกฎหมายให้ยกเลิกการใช้หลอดไฟแบบ Incandescent ไปแล้ว เพราะเป็นหลอดไฟชนิดนี้ค่อนข้างกินไฟ

ย้อนกลับไป 100 ปีที่แล้ว ได้มีการคิดค้นหลอดไฟดวงแรกของโลก เหล่านักวิทยาศาสตร์ถกเถียง และสร้างทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับการสร้าง หลอดไส้ และนั่นก็เป็นแนวคิดที่ โทมัส เอวา เอดิสัน นำมาพัฒนาต่อ จนเราได้หลอดไฟมาใช้กันจนถึงทุกวันนี้  ซึ่งหลอดไฟในยุคแรกนั้นทำจากไส้คาร์บอนครับจึงทำให้อายุการใช้งานไม่ยาวนาน ต่อมาจึงได้เปลี่ยนเป็นแบบ ไส้ทังสเตน และหลอดไฟชนิดนี้ยังเป็นเทคโนโลยีอายุราว 100 ปี ที่เรายังมีใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหลอดไฟชนิดนี้ก็คือหลอด Fluorescent หรือ หลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือ หลอดนิออน นั่นเอง ซึ่งหลอดไฟชนิดนี้นั้นมีหลายขนาดด้วย ตั้งแต่ T10 พัฒนามาเป็น T8 และปัจจุบัน เริ่มมีการเปลี่ยนมาใช้ T5 กันบ้างแล้ว คำว่า T10 คือขนาด 10 หุ้น หมายเหตุ 1 นิ้ว มี 8 หุ้น T8 คือขนาด 8 หุ้น หรือ ขนาด 1 นิ้วพอดี T5 หรือ 5 หุ้น ประมาณ 1/2 นิ้วกว่า ๆ ซึ่งหลอดฟลูออเรสเซนต์ได้เริ่มกันใช้ตั้งแต่ ปี 1940 จนถึงปัจจุบัน และประสิทธิภาพการให้แสงสว่างอยู่ในระดับปานกลาง กินไฟปานกลาง แต่การใช้หลอดไฟแบบ ฟลูออเรสเซนต์ นั้นจะต้องใช้ปัลลาสต์ ซึ่งบัลลาสต์จะใช้ไฟสูงถึง 10-12 W

ถัดมาจากนั้นประมาณ 40 ปี ก็ได้มีการพัฒนาหลอดไฟให้เป็นหลอดแก้วที่บรรจุก๊าซปรอท และเคลือบฟอสฟอรัส ร่วมถึงสารประกอบอื่น ๆ เช่น เมทัล ที่ผิวแก้วด้านใน ซึ่งหลอดไฟในยุคนี้ยังคงปล่อยแสง UV และความร้อนออกมาในปริมาณมาก แต่ก็มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น เช่น หลอดไฟแบบเมทัลฮาไลด์ หลอดไฟแสงจันทร์ หลอดไฟโซเดียม ซึ่งหลอดไฟประเภทนี้จะนิยมใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากโรงงานนั้นต้องการใช้แสงในปริมาณมาก และจำเป็นต้องติดตั้งโคมไฟ สูง 6-12 เมตร ซึ่งหลอดไฟประเภทนี้ได้มีการเริ่มต้นใช้ในช่วงปี 1980 ถึงจนปัจจุบัน หลอดไฟประเภทนี้นั้นกินไฟมาก (ประมาณ 400–500 W ขึ้นไป) ซึ่งโรงงานจะต้องใช้โคมไฟประเภทนี้ ในจำนวน 100 – 200 โคม ต่อ 1 โกดัง หรือประมาณ 50,000 -100,000 W ต่อโกดัง จึงทำให้โรงงานต้องเสียค่าไฟเป็นจำนวนมาก อีกทั้งการติดตั้งหรือเปลี่ยนหลอดไฟทำได้ค่อนข้างลำบาก ทั้งนี้ อุณหภูมิของหลอดร้อนมาก 100 – 400 องศา และมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 2-3 ปีเพียงเท่านั้น

หลังจากนั้นก็ได้มีการคิดค้นหลอดไฟ LED (Light Emitting Diode) ซึ่งเป็นการพัฒนาจากแนวคิดสารกึ่งตัวนำ ไดโอด ที่เคยเป็นเพียงแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นจนสามารถนำมาใช้ได้จริง นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และได้มีการพัฒนา LED อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหลอดไฟที่ทั้งประหยัด และอัจฉริยะ สามารถทำงานได้หลากหลายฟังก์ชั่น แล้วยังปลอดภัย ไม่มีปล่อยความร้อน และแสง UV อีกด้วย ซึ่งหลอด LED (แอลอีดี) หรือ หลอดไฟ LED ที่หลายคนอาจเพิ่งรู้จักได้ไม่นาน แต่ความจริงแล้วไฟ LED นั้นได้มีการเริ่มต้นใช้กันในเชิงพาณิชย์ตั้งช่วงปี 1962 แล้ว และได้มีการพัฒนามาเรื่อย ๆ จนถึงช่วงสำคัญนั้นคือปี 1996 ไฟ LED นั้นได้พัฒนามาถึงจุดที่สามารถนำมาใช้ทดแทนไฟประเภทอื่น ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งไฟ LED นั้นมีจุดเด่นมากมายหลายอย่าง เช่น เป็นหลอดไฟที่ใช้พลังงานต่ำแต่ให้ประสิทธิภาพการส่องสว่างที่สูงมาก เริ่มตั้งแต่ 40-150 lm/W และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าหลอดไฟทุกประเภท คือ เฉลี่ยแล้ว มีอายุการใช้งาน 5 ปีขึ้นไป เป็นต้น และในปัจจุบันไฟ LED นั้นได้ถูกจัดเป็น 1 ใน 5 ของเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของโลก ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมาเลย และไฟ LED นั้นกำลังจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบไฟฟ้าทั้งระบบของโลกภายในไม่กี่ปีที่จะถึงนี้ด้วย

ประเภทของหลอดไฟ

หลอด Incandescent หรือ หลอดไส้

หลอด Incandescent
หลอด Incandescent

หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) หรือ หลอดนิออน

หลอดฟลูออเรสเซนต์
หลอดฟลูออเรสเซนต์

หลอดเมทัลฮาไลด์ หลอดโซเดียม หลอดแสงจันทร์

หลอดเมทัลฮาไลด์
หลอดเมทัลฮาไลด์

หลอด LED (แอลอีดี)

หลอด LED
หลอด LED

โทนสีของหลอดไฟ

สีของหลอดไฟนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งการเลือกโทนสีของหลอดไฟให้เหมาะกับแต่ละสถานที่ภายในบ้านนั้นจะช่วยให้แต่ละกิจกรรมที่ทำในบ้านนั้นราบรื่นมากขึ้น เช่น การอ่านหนังสือนั้นต้องใช้โคมไฟที่มีสีโทนอุ่น เป็นต้น ซึ่งโทนสีของหลอดไฟนั้นจะมีแบบไหนบ้าง เราไปดูกันเลย

แสงแบบ Warm White

แสงโทนสีแดงอมส้ม นิยมใช้สร้างบรรยากาศให้ดูผ่อนคลาย ซึ่งแสง Warm White ทำให้สีของวัตถุผิดเพี้ยน และแสง Warm White นั้นนิยมใช้ในห้องนั่งเล่น ห้องนอนให้ความรู้สึกนุ่มนวล อบอุ่น ชวนพักผ่อน ซึ่งสีโทนนี้มักจะใช้กับโคมไฟ เพราะการใช้โคมไฟด้วยสีโทนนี้นั้นจะทำให้เรารู้สึกสบายตาในขณะที่เราอ่านหนังสือ

แสงแบบ Cool White

แสงโทนสีขาวอยู่ระหว่างแสง Daylight กับแสง Warm White ซึ่งให้ความรู้สึกทันสมัย สว่าง สะอาด มักจะใช้กับห้องที่ต้องการความสดใส เช่น ห้องทำงาน เป็นต้น ทั้งนี้ โคมไฟระย้าก็นิยมใช้โทนสีนี้เช่น

แสงแบบ Daylight

แสงโทนสีขาวอมฟ้า มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด คล้ายแสงธรรมชาติในตอนกลางวัน จึงได้ค่าสีไม่เพี้ยน ใช้กับบริเวณที่ต้องการเห็นรายละเอียดชัดเจน เช่น โคมไฟจากโต๊ะแต่งหน้า หรือโคมไฟจากโต๊ะทำงานฝีมือ เป็นต้น

วิธีเลือกแบบไฟให้เหมาะกับแต่ละห้อง

ห้องนั่งเล่น

ห้องนั่งเล่น
ห้องนั่งเล่น

ไฟที่เหมาะกับห้องนั่งเล่นนั้นควรเป็นไฟที่ให้ความสว่างแบบสามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ตามการใช้งาน โคมไฟระย้า หรือไฟเพดาน นั้นเหมาะกับห้องนั่งเล่นเป็นอย่างมาก เพราะว่าโคมไฟระย้านั้นสามารถปรับความสว่างเองได้ ทั้งนี้โคมไฟตั้งโต๊ะก็เหมาะกับห้องนั่งเล่นเช่นกัน เพราะเราสามารถโคมไฟในสถานการณ์ที่ไม่ต้องการไฟที่มากนัก

ห้องอาหาร

ห้องอาหาร
ห้องอาหาร

ห้องอาหารนั้นเหมาะกับไฟแบบที่ให้แสงที่สวยงามเหนือโต๊ะอาหารสร้างมิติของแสงรอบ ๆ ห้อง เช่น โคมไฟระย้า หรือโคมไฟส่องผนัง เป็นต้น โคมไฟระย้าเป็นไฟที่เหมาะกับห้องอาหารเป็นอย่างมาก เพราะว่านอกที่โคมไฟระย้าจะให้ความสว่างทั่วห้องอาหารแล้ว โคมไฟระย้ายังเพิ่มความโรแมนติกให้กับมื้ออาหารนั้น ๆ อีกด้วย

ห้องครัว

ห้องครัว
ห้องครัว

ห้องครัวนั้นต้องการแบบไฟที่ให้ความสว่างของแสงที่เหมาะสมสำหรับการทำอาหาร เช่น ไฟเพดาน ไฟใต้ตู้แขวน หรือ ไฟเหนือเตา เป็นต้น

ห้องทำงาน

ห้องทำงาน
ห้องทำงาน

ห้องทำงานนั้นต้องการไฟแบบที่ให้ความสว่าง และสว่างมากในบางจุด ซึ่งรูปแบบไฟที่เหมาะกับห้องทำงานได้แก่ ไฟส่องผนัง หรือโคมไฟแบบตั้งโต๊ะที่ปรับได้ เป็นต้น

ห้องน้ำ

ห้องน้ำ
ห้องน้ำ

ห้องน้ำนั้นต้องการไฟที่ให้ความสว่างแต่ไม่สว่างจนเกินไป ซึ่งรูปแบบไฟที่เหมาะกับห้องน้ำ ได้แก่ ไฟเพดาน และไฟซ่อนหลังกระจก เป็นต้น

ห้องนอน

ห้องนอน
ห้องนอน

ห้องนอนนั้นต้องการไฟที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย หรือชวนพักผ่อน ซึ่งรูปแบบไฟที่เหมาะกับห้องนอน ได้แก่ ไฟผนัง หรือ โคมไฟตั้งโต๊ะ เป็นต้น ทั้งนี้ โคมไฟตั้งโต๊ะนั้นสามารถตั้งที่หัวเตียงได้อีกด้วย ในกรณีที่อยากอ่านหนังสือก่อนนอนนั้นก็สามารถให้โคมไฟนี้ได้